Supawat Supakwong No Comments

หลังจากตอนที่แล้วเราได้เกริ่นนำถึง The 4-Week Rule ของ Richard Donchian ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกแนวคิดการลงทุนอย่างเป็นระบบไปแล้ว ในตอนนี้ ผมจะลองนำแนวคิดนี้มาประกอบกันเข้าเป็นระบบเทรด แล้วนำมาทดสอบประสิทธิภาพการทำเงินกับตลาดหุ้นไทยกัน  กลยุทธ์ที่มีการเผยแพร่มากว่า 50 ปีแล้ว ยังคงสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อยู่หรือไม่? อยากรู้ ตามมาดูกันเลย

แนวคิดพื้นฐานของระบบนี้ว่าด้วยการเข้าซื้อหรือขาย เมื่อราคาเคลื่อนไหวทะลุกรอบแนวรับแนวต้าน เมื่อพิจารณาย้อนหลังไป 4 สัปดาห์ นั่นคือ

            ซื้อ เมื่อ ราคาปัจจุบัน ทะลุขึ้นไปเคลื่อนไหวสูงกว่าที่ราคาสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 4 สัปดาห์

            ขาย เมื่อ ราคาปัจจุบัน ตกลงไปเคลื่อนไหวต่ำกว่าที่ราคาต่ำสุดที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 4 สัปดาห์

นอกเหนือจากเงื่อนไขหลักในส่วนนี้แล้ว ระบบยังคงต้องมีการตั้งเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบเทรดที่สร้างขึ้นมานั้นมีความสมบูรณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน (รายละเอียดของ trading components ต่างๆ นั้น ผมได้อธิบายไว้ในบทที่ 2 ของหนังสือ เทรดหุ้นยุคใหม่ให้โรบอททำเงินแทน ไปลองอ่านดูได้ครับ) ทั้งนี้ ในบทความนี้ ผมจะขอตั้งค่าต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับที่ได้อธิบายไว้ในหนังสือละกันครับ เพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

Component-I:  SETUP

ระบบจะทำการซื้อขายหุ้นจาก universe ของ SET&MAI ในกรอบเวลา Weekly

Component-II: ENTRY

ระบบจะเกิดสัญญาณซื้อ เมื่อเงื่อนไขต่อไปนี้เป็นจริง (ทั้งหมด)

  1. ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน ทะลุขึ้นไปสูงกว่าราคาสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 4 สัปดาห์
  2. หุ้นเคลื่อนไหวโดยมีแนวโน้มขาขึ้น กำหนดจากค่า ADX โดย +DI > -DI
  3. หุ้นมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยขั้นต่ำสัปดาห์ละ 200 ล้านบาท
  4. Index filter: ตลาดมีการคลื่อนไหวในทิศทางบวก พิจารณาจากค่า ADX ของ SET โดยให้ +DI > -DI

Component-III: EXIT

ระบบจะขายหุ้นออก เมื่อเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งต่อไปนี้เป็นจริง

  1. ราคาปัจจุบัน ตกลงไปต่ำกว่าราคาต่ำสุดที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 4 สัปดาห์
  2. ราคาตกลงไปต่ำกว่า 2 เท่าของค่า ATR เมื่อเทียบกับราคาซื้อ

Component-IV: POSITION SIZING

ซื้อหุ้นไม่เกิน 20 ตัวๆ ละ 5% ของมูลค่าพอร์ต

Performance (Out-of-Sample)

สมมุติว่าตั้งต้นด้วยเงิน 1 ล้านบาท มาพิจารณาผลตอบแทนของ The 4-Week Rule ตั้งแต่ต้นปี 2014 จนถึงวันที่ 1 มี.ค. 2017 กันเลยครับ  พอร์ตเราจะมีการเติบโตตาม equity curve ด้านล่าง

จากภาพ ระบบ The 4-Week Rule สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีมากในช่วงปี 2014 และ 2016 แต่ปี 2015 อาจจะค่อนข้างแย่หน่อย ซึ่งก็สอดคล้องกับสภาพตลาดที่ปี 2015 ดัชนี SET ก็เป็นขาลงตลอดทั้งปีเช่นกัน

 

ผลตอบแทน  ระบบให้ผลตอบแทนรวมที่ 79.66 % หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (CAR) ที่ 20.38 % ถือว่าเอาชนะตลาดได้ค่อนข้างขาดลอยเลยครับ เพราะช่วงเวลาเดียวกัน SET Index ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 21.31% หรือเพียง 6.30% ต่อปี

ความเสี่ยง  เมื่อพิจารณาความเสี่ยงขาดทุนในเชิงการย่อตัวของเงินในพอร์ต (Maximum Drawdown: MDD)  ระบบมีค่าความเสี่ยงที่  -22.01% ในขณะที่ SET มี drawdown ที่ -24.20%   แม้จะยังถือว่าดีกว่าตลาด แต่ผมก็ยังแอบคิดว่า ระบบน่าจะควรตัดความเสี่ยงได้ดีกว่านี้

The 4-Week Rule VS Moving Average Crossover System (ROBOT 1.4)

คราวนี้ หากเรานำระบบมาเทียบกับ ROBOT 1.4 ที่ได้แสดงผลไปในบทความก่อนหน้านี้ (อ่านได้ที่นี่) จะพบว่า ROBOT 1.4 ให้ผลตอบแทนที่ 43.38% หรือคิดเป็น 12.07% ต่อปี และมีค่า maximum drawdown อยู่ที่ -13.58% จะเห็นว่า หากมองในเชิงอัตราผลตอบแทน The 4-Week Rule จะถือว่าดีกว่า แต่ในทางกลับกัน ROBOT 1.4 มีกลไกในการควบคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

ดังนั้น เราควรจะเลือกใช้ระบบไหนดี ? 

คำถามนี้น่าสนใจมากครับ ขอยกไปอธิบายในบทความต่อไปละกัน ใครอดใจรอไม่ไหว ตอบสั้นๆ  ก่อนละกันว่า ในบางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องมีระบบใช้งานเพียงระบบเดียว เพราะระบบแต่ละระบบทำงานได้ดีในช่วงเวลาหรือสภาพตลาดที่แตกต่างกัน ดังนั้น การใช้ระบบมากกว่าหนึ่งระบบก็ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว

สิ่งที่ผมแสดงให้เห็นทั้งหมดในบทความนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ช่วยยืนยันกับความจริงที่ว่า ระบบเทรดที่มีประสิทธิภาพดี ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน 🙂

 

ร่วมเรียนรู้และก้าวเข้าสู่ยุคโรบอททำเงินไปด้วยกัน  โชคดีในการลงทุนครับ

ผศ.ดร.ศุภวัฒน์  สุภัควงศ์ (อาจารย์นาย)

facebook: DrSupawat

:: อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

:: ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Think Algo

:: ผู้เขียนหนังสือ Best Seller “เทรดหุ้นยุคใหม่ให้โรบอททำเงินแทน”