Supawat Supakwong No Comments

ก่อนอื่นเลย  การยกเอาหุ้น ESSO มาเขียน ไม่ใช่การใบ้หุ้น และห้ามซื้อ-ขายตามโดยเด็ดขาด ติดดอย ตกรถ ขายหมู ขาดทุน ต้องบริหารความเสี่ยงกันเองนะครับ  Think Algo ยกหุ้นตัวนี้มาวิเคราะห์เพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น

ถ้าพร้อมแล้ว อ่านต่อเลย 😀

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ติดตามหุ้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะได้เห็นการเคลื่อนไหว ESSO ที่กระชากได้ใจ(คนมีหุ้น) และเย้ายวนใจ(คนไม่มีหุ้น) ด้วย ESSO เปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาที่ราคา 6.1 บาท ก่อนทยานตัวขึ้นไปปิดที่ราคา 8.45 บาทเมื่อวันศุกร์ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่าเกือบ 40% ในเวลาหนึ่งสัปดาห์ !!!

screen-shot-2016-10-23-at-8-47-57-pm

ทำไมหุ้น ESSO ถึงอยู่ดีๆก็พุ่งพรวด?

ไม่มีใครทราบแน่ชัดหรอกครับ (เว้นแต่อาจมีคนที่มี Insider Info หรือขาใหญ่ที่ทยอยเก็บหุ้นมานาน) ราคาที่พุ่งพรวดอาจมีได้หลายสาเหต เช่น อาจมีการควบรวมกิจการ พื้นฐานในอนาคตอาจแตกไลน์ธุรกิจใหม่ที่มีกำไร อาจมีการคาดการณ์กำไรสต๊อกน้ำมัน งบ Q3 ค่าใช้จ่ายลดลงทำให้กำไรเพิ่มขึ้นกระฉูด  หรืออาจเพียงแค่เพราะหุ้นมีสภาพคล่องค่อนข้างต่ำ ทำให้โดนลาก-ทุบได้โดยใช้ข่าวประโคมได้โดยง่าย

เหตุผลหรือข่าวมักจะตามมาอธิบายเราภายหลังว่าทำไมหุ้นถึงขึ้น… แต่กว่าจะถึงเวลานั้น เราก็อาจเสี่ยงโดน Sell-on-fact ก็เป็นได้!

esso3

แล้วโรบอทควรเทรดเก็งกำไรหุ้น ESSO หรือไม่?

แน่นอนว่า คำตอบคือ ต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของโรบอทแต่ละตัว แต่เชื่อว่าสายโรบอทแท้ๆป่านนี้คงต้องมีหุ้น ESSO ในพอร์ตให้ชื่นใจกันบ้างแล้ว โดยโรบอทควรจะเข้าซื้อ ตั้งแต่ช่วง tick ที่กระพริบถี่ๆผิดปกติตั้งแต่ช่วงวันแรกๆไปแล้ว  (Trend Detecting) 

Trend Detecting และ Trend Following หรือการซื้อขายตามแนวโน้มการขึ้นลงของราคา ถือเป็นแนวคิดที่นิยมอย่างแพร่หลายในการสร้างระบบ และสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจกับตลาดบ้านเรา (โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่หุ้นไทยเต็มมูลค่าพื้นฐาน จนมีการเคลื่อนไหวแบบ Side Way มาโดยตลอด)

หนึ่งในนั้นก็คือ Moving average crossover system ที่ซื้อขายโดยดูจากการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยสองเส้น (รายละเอียด ลองติดตามจากบทความก่อนๆ ของ Think Algo ได้ครับ)

อีกวิธี ก็คือ พิจารณาจาก break out หรือการทะลุขึ้นหรือลงของราคาจากกรอบการเคลื่อนไหวเดิม ยกตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่ง เมื่อมีการพิจารณาย้อนหลัง 100 วัน มีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของราคา 9-10 บาทมาตลอด  แต่วันนี้ปรากฎว่าราคาทะลุ 10 บาท ไปปิดทำ new high ที่ 11 บาทได้  นี่อาจแสดงถึงเทรนด์ขาขึ้น

แนวคิดนี้ถือเป็นพื้นฐานของ Donchian Breakout System และ Turtle Trading ที่ Richard Dennis ใช้ในการสอนลูกศิษย์เหล่า turtles ของเขาจนประสบความสำเร็จในการเทรด และมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้าง

แล้วการเคลื่อนไหวของ ESSO ที่ผ่านมาล่ะ?

หากพิจารณาปัจจัยด้านราคาของหุ้น ESSO จะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ESSO ทำ new high ในรอบหนึ่งปี (ประมาณ 250 วัน) ไปตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา

esso

หมายความว่าอะไรครับ?

ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ราคาของ ESSO ไม่เคยมีการเคลื่อนไหวเหนือแนวต้านที่ 6.25 บาทเลย แต่วันนั้นราคาสามารถทยานตัวขึ้นไปและปิดเหนือแนวต้านที่ราคา 6.30 บาทได้

นี่คือการประกาศชัยชนะในการฝ่าแนวต้านสำคัญในรอบหนึ่งปีได้ และบ่งบอกอย่างมีนัยยะสำคัญว่าชั้นกำลังจะเคลื่อนไหวด้วยแนวโน้มขาขึ้นแล้วนะ ทำให้พอจะเชื่อได้ว่าน่าจะมีโรบอทจำนวนหนึ่งที่เข้าซื้อในช่วงเวลาดังกล่าว (ดังนั้น ทุนอยู่แถวๆ 6.3 บาท)

ระบบแบบนี้ยังทำเงินได้หรือ?

เพื่อนๆ อาจสงสัยว่าระบบบ้านๆ แบบนี้ ยังทำเงินได้อยู่เหรอทั้งๆ ที่กลยุทธ์ก็มีการเปิดเผยและพูดถึงอย่างแพร่หลาย

BUY:  ซื้อ เมื่อ ราคาปิดวันนี้สูงกว่าราคาปิดสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 1 ปี (250 วัน)

SELL: ขาย เมื่อ ราคาปิดวันนี้ต่ำกว่าราคาปิดต่ำสุดที่เคยเกิดขึ้นในรอบ (เช่น 60 วัน)

หากเพื่อนๆ สนใจนำหลักการไปพัฒนาต่อยอดเป็นระบบของตัวเอง ก็ควรมีการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย (ลองอ่านย้อนหลังบทความของ Think Algo ครับ มีพูดถึงหมดแล้ว)

หากใช้กลยุทธ์ Trend Following นี้ในการเทรด เราจะมีหุ้น ESSO ติดพอร์ตมาตั้งแต่ช่วงวันที่  4 ตุลาคม แล้วครับ โดยหากเข้าซื้อตอนที่ break new high ที่ 6.3 บาท ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 8.45 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 34%

แต่ถ้าใช้โรบอทในลักษณะของ Trend Detecting ตั้งแต่ช่วง tick ที่กระพริบถี่ๆผิดปกติตั้งแต่ช่วงวันแรกๆ  โรบอทนั้นก็อาจเข้าซื้อได้ที่ราคาต้นทุนหุ้น Esso ที่ถูกกว่านี้

54576525-converted

เติมลูกเล่นให้ระบบของเรา

ระบบ Trend following ทั่วไปอาจจะใช้ราคา ณ วันที่ Break new high เป็นจุดเข้าซื้อ แต่หากจะเพิ่มประสิทธิภาพหรือความฉลาดให้เจ้าโรบอทขึ้นมาอีกหน่อย อาจใช้เงื่อนไขนี้ผนวกกับการบริหารจัดการเงินหน้าตักและความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ในวันที่เกิด new high ก็ทำการเข้าซื้อด้วยเงินจำนวนหนึ่ง แต่หลังจากนั้น หากราคามีการย่อตัวลง (แต่ยังไม่เกิดสัญญาณขาย) ก็สามารถ scale in หรือคือการทยอยเพิ่มการถือครองหุ้นตัวนั้นๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงมูลค่าสูงสุดที่กำหนดไว้ได้

ในกรณีของ ESSO หลังจากวันที่ 4 ตุลาคม ที่เกิด new high ราคา ESSO มีย่อลงไปในช่วงวันที่ 10-14 ตุลาคม ที่มีการปรับตัวลงของหุ้นทั้งตลาด ทำให้ราคาตกลงไปต่ำสุดที่ 5.5 บาท อย่างไรก็ตามในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นก็มีการ rebound อย่างรวดเร็วพร้อมทำ new high แล้ว new high อีก ก่อนไปปิดตัวที่ 8.45 บาท

สรุป

ในสภาวะที่ตลาดหุ้นไทย Side way มาหลายปี เพราะหุ้นส่วนใหญ่ราคาเต็ม (หรือล้น) มูลค่าพื้นฐานไปแล้ว และเศรษฐกิจไทยยังขาดปัจจัยที่จะดันให้พื้นฐานของบริษัทวิ่งไปยัง S-Curve ใหม่เพื่อดันราคาหุ้นให้ไปต่อได้  การแบ่งพอร์ตหุ้นส่วนหนึ่งออกมาเก็งกำไรบ้าง อาจช่วยทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตดีขึ้นก็เป็นได้

แต่การแบ่งเงินออกมาเก็งกำไร ก็ต้องระวังเรื่อง “เข้าช้า-ออกช้า” ด้วยเช่นกัน ซึ่งจุดนี้ ความเร็วและวินัยอันเคร่งครัด ของโรบอทจะเข้ามาช่วยเสริมกำลังของเราได้ครับ

ติดตามเทคโนโลยีของ Artificial Intelligence ในตลาดหุ้นได้ที่เพจ

https://www.facebook.com/thinkalgo/

123