Supawat Supakwong No Comments

ในวันที่ A.I. (Artificial Intelligence) มีการพัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของงานด้านต่างๆ มากมาย  ณ วันนี้ เจ้าโรบอท A.I. ได้เพิ่มขีดศักยภาพของตนด้วยวิวัฒนาการในการ ”เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง”

ดังนั้น จึงมีคำถามตามมามากมาย ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า โลกเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ในวันที่โรบอทมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจไม่ต่างจากคน 

เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันของบุคคลสำคัญของโลกสองคน  คนที่หนึ่ง คือ ปรมาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ Stephen Hawking  และคนที่สอง นักพัฒนาเทคโนโลยีเจ้าของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  Mark Zuckerberg

maxresdefault

static2.politico

Photo Credit: youtube.com

A.I. พัฒนาตัวเองมาได้ไกลและเร็วกว่าที่ทุกคนคาดคิดไว้มาก  นั่นนำมาซึ่งความกังวลใจต่อผู้คนในวงการที่เกี่ยวข้อง  และหนึ่งในบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในด้านนี้ คือ ศาสตราจารย์ Hawking  ด้วยเหตุผลที่ว่า A.I. วันนี้เริ่มมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แม้จะยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น  แต่สัญญาณจากด้านต่างๆ ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในอนาคต A.I. จะมีศักยภาพในการที่จะวิวัฒนาการตัวมันเองด้วยอัตราที่เร็วกว่าวิวัฒนาการของคน

แปลว่าอะไรครับ ? หากอธิบายง่ายๆ ก็คือ เจ้าโรบอทในอนาคตจะสามารถเรียนรู้และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้เร็วกว่าคนมาก  ซึ่งนั่นนำมาซึ่งความกังวลของ ศาสตราจารย์ Hawking ว่า แม้วันนี้ เราพัฒนา A.I.ขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นบวก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในงานด้านต่างๆ  แต่ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าโรบอทสามารถเรียนรู้และคิดได้เร็วกว่าคน  เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า วัตถุประสงค์การตัดสินใจของโรบอทนั้นๆ จะเหมือนกับวัตถุประสงค์ที่เราตั้งให้มันไว้ในครั้งแรก ?

exmachinsert5

Photo Credit: Ex-Machina

แต่ในขณะเดียวกัน นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้ทรงอิทธิพลในเครือข่ายสังคมออนไลน์ กลับมีมุมมองที่ต่างอย่างชัดเจน อย่างที่เรารู้กันว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Zuckerberg ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจของเขาด้าน A.I. เป็นอย่างมาก  ว่ากันว่า นักวิจัยด้าน A.I. ชั้นเยี่ยมของ Facebook นั่งทำงานที่โต๊ะซึ่งห่างจากโต๊ะของ Mark เพียงไม่กี่เมตร ( Mark วัดความสำคัญของคนและงานจากรัศมีความห่างของโต๊ะคนทำงานนั้นๆ กับโต๊ะของเขา ฮ่าๆๆ)

นอกจากนั้น เขายังมีการปรับปรุงบ้านของเขาด้วยการใส่ A.I. เข้าไปเพื่อคุมการทำงานของฟังก์ชั่นต่างๆ ในบ้าน เขาเคยพูดติดตลกว่า เขาจะทำให้เจ้าโรบอทนี้สามารถทำอาหารเช้าให้เขาทานได้ด้วย

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่ Zuckerberg จะเปิดรับกับการเข้ามาของ A.I.  เขาเคยไปสัมภาษณ์ในรายการหนึ่งพร้อมกล่าวว่า A.I. จะไม่ใช่ตัวที่จะทำลายล้างมนุษยชาติ แต่มันจะกลายเป็นแรงผลักดันชั้นเยี่ยมต่อการเพิ่มศักยภาพในงานทุกด้าน พร้อมทั้งฉุดให้มนุษย์พัฒนาขึ้นไปได้ในอีกขั้น

เขายกตัวอย่าง หนึ่งในแอพพลิเคชั่นด้าน A.I. ที่ผู้ใช้ถ่ายภาพรอยแผลบนผิวหนัง  แล้วแอพพลิเคชั่นนี้ก็ทำการประมวลผลและวิเคราะห์ว่า คนๆ นี้มีความโอกาสเป็นโรคมะเร็งผิวหนังหรือไม่ ซึ่งปรากฎว่า แอพพลิเคชั่นมีความแม่นยำในการวินิจฉัยใกล้เคียงกับแพทย์ผิวหนังชั้นเยี่ยมของโลกเลยทีเดียว

cancer-slide

Photo Credit: www.extremetech.com

Zuckerberg เน้นประเด็นสำคัญให้คิดว่า  การเข้ามาของ A.I. จะไม่ได้ทำลายทุกอาชีพที่มีอยู่บนโลก ไม่ทำลายมนุษยชาติ และไม่ทำให้แพทย์ผิวหนังตกงาน  แต่ A.I. จะเป็นตัวช่วยเสริมสร้างให้แพทย์ผิวหนังธรรมดาๆ คนหนึ่ง มีความสามารถในการวินิจฉัยโรคและก้าวขึ้นมาเทียบเท่ากับแพทย์ผิวหนังชั้นเยี่ยมของโลกได้  ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นข่าวดีของคนบนโลกเหรอ?

แม้วันนี้ เราไม่สามารถสรุปได้ว่าความเห็นใดถูกหรือผิด  แต่ทุกๆ ครั้งของการเริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ล้วนแต่สร้างแรงกระเพื่อมต่อคนในสังคม ถึงประโยชน์และโทษที่อาจจะเกิดขึ้น

ผลลัพธ์สามารถออกได้ทั้งหัวและก้อย ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน จิตสำนึกและจรรยาบรรณของคนนั้นๆ

สำหรับพวกเรา …ควรเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับ A.I. และใช้ประโยชน์จากมันดีกว่าครับ

เพราะอย่างไร A.I. ก็มาแน่นอน!