marketings2m No Comments

ช่วงนี้ตลาดมีความผันผวนที่ค่อนข้างรุนแรงมาก แผนและวินัยการลงทุนเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เราอยู่รอดได้

ดึงสติ ถามตัวเองดูว่า เราเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรประเภทไหน เป็นระยะสั้น กลาง หรือยาว แล้วเรามีการตัดสินใจซื้อขายด้วย”ข้อมูล” ที่เหมาะสมแล้วหรือยัง ?

นักลงทุนต่างกระหายในข้อมูล เพราะมันช่วยทำให้พวกเขาแยกแยะได้ว่า อะไรคือเรื่องเล่าโคมลอย อะไรมีหลักฐานยืนยันและเป็นเรื่องจริง หรืออะไรเป็นเพียงความตื่นตระหนกและความเห็นส่วนบุคคล

แน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ การไปจดจ่อกับสิ่งที่เห็น ณ ปัจจุบัน ด้วยช่วงเวลาที่สั้นมากๆ จนแทบจะเป็น ‘tick-by-tick’ เลยก็ว่าได้

Recency Effect

วิชาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ‘recency effect’ หรือพูดง่ายๆ คือ มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นอยู่กับการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือข้อมูลที่เพิ่งถูกเผยแพร่ แต่กลับไม่ค่อยสนใจมองสถานการณ์นั้นๆ แบบเป็นภาพต่อๆ กันในระยะที่ยาวขึ้น (longer-term series)

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ หรือที่เราคุ้นกันดีในชื่อ nonfarm payrolls (NFP) ซึ่งหากท่านเป็นคนในวงการ ก็น่าจะพอรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างเหวี่ยงมาก มีความไม่แม่นยำในหลายจุด อีกทั้ง มักมีการย้อนกลับไปปรับแก้ข้อมูลหลังการประกาศอีก !

ในกรณีแบบนี้ หากนักลงทุนเอาใจไปจดจ่อกับข้อมูลที่ออกมาในแต่ละเดือนเพียงอย่างเดียว ก็จะกลายเป็นการเทรดแบบไม่มีหลักยึดซะเท่าไร พูดในทางสถิติ ก็คือ แต่ละจุดถือจะเป็นเพียง statistical noise ที่คือค่า random ไม่ต่างจากการโยนเหรียญ ดังนั้น ไม่ได้มีความหมายสำคัญอะไรเลยในเชิงปัจจัยพื้นฐาน

nfp_04_184367861-1000x600

กลับมาในมุมของนักลงทุนบ้านเรา ถามว่า ราคาของหุ้นแต่ละตัว (price) ที่มีการเคลื่อนไหว เรามีวิธีการแยก “ข้อมูลที่แท้จริง” กับ statistical noise ให้ออกจากกันนี้ทำอย่างไร ?

จริงๆ แล้วไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่เลยเสียทีเดียว หลายคนก็ใช้ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง กล่าวคือ ราคาของหุ้นแต่ละตัวสามารถแยกออกได้เป็น

Price = Trend + Noise

ข้อมูลที่แท้จริง แสดงในรูป Trend ของราคา ซึ่งเกิดจากการพิจารณาราคา ณ ปัจจุบัน รวมถึงราคาย้อนหลังในอดีต

ยกตัวอย่างเช่น Trend ในระบบของคุณอาจจะอ้างอิงจากราคาค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 วัน 50 วัน 100 วัน หรือ 200 วัน ขึ้นอยู่กันว่าคุณเป็นนักลงทุนในระยะสั้น กลาง หรือ ยาว

ในขณะที่ Noise คือ ส่วนต่างของราคา ณ ปัจจุบัน เทียบกับ Trend ซึ่งในทางสถิติแล้ว

  • เมื่อ noise > 0 นั่นหมายถึง ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่สูงเกินที่ควรจะเป็น ในขณะที่
  • เมื่อ noise < 0 นั่นหมายถึง ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

newedge-group-office

การที่เราจะตัดสินใจซื้อหรือขาย ต้องพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของ Trend ไม่ใช่จากระดับความผันผวนของ Noise

สิ่งที่ก่อนให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ณ ปัจจุบัน อย่าคาดเคาเลยครับว่ามันเป็นเพียงข่าวโคมลอย หรือเรื่องจริง แต่เมื่อใดก็ตามที่ขนาดการเคลื่อนที่ลงของราคามันแรงมากพอจนทำให้ทิศทางของ Trend มีการเปลี่ยนแปลง เราค่อยทำการตัดสินใจ ณ จุดนั้น

สรุป

มนุษย์อาจต้องใช้เวลาและประสบการณ์หลายปี ในการฝึกฝนจิตใจให้แข็งแกร่ง เทรดอย่างมีวินัย และไม่เหน็ดเหนื่อย

ข้อดีของการให้โรบอทเทรดให้คือ มันไม่มีอารมณ์ มันไม่หมกมุ่น ไม่สนใจข่าวลือข่าวปล่อย และมันแยก Noise ออกจาก Trend ได้อย่างชัดเจน

โลกของ Artificial Intelligence และโรบอทในตลาดหุ้น เป็นกระแสที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดและยังไปได้อีกไกล

และอย่างที่ แจ๊ด หม่า พูดไว้เมื่อเขามาเมืองไทยเมื่อเร็วๆนี้ว่า “จงอย่ากลัว A.I. แต่จงใช้ประโยชน์จากมัน”


Strategic Advisor Think Algo

อ.นาย ผศ.ดร.ศุภวัฒน์ สุภัควงศ์

ThinkAlgo – The First Professional A.I. Trading Provider
บริษัทวิจัยและพัฒนากลยุทธ์การลงทุน