Supawat Supakwong No Comments

ช่วงนี้ตลาดมีความผันผวนที่ค่อนข้างรุนแรงมาก แผนและวินัยการลงทุนเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เราอยู่รอดได้

ดึงสติ ถามตัวเองดูว่า เราเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรประเภทไหน เป็นระยะสั้น กลาง หรือยาว แล้วเรามีการตัดสินใจซื้อขายด้วย”ข้อมูล” ที่เหมาะสมแล้วหรือยัง ?

นักลงทุนต่างกระหายในข้อมูล เพราะมันช่วยทำให้พวกเขาแยกแยะได้ว่า อะไรคือเรื่องเล่าโคมลอย อะไรมีหลักฐานยืนยันและเป็นเรื่องจริง หรืออะไรเป็นเพียงความตื่นตระหนกและความเห็นส่วนบุคคล

screen-shot-2016-10-22-at-8-35-38-pm

แน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ การไปจดจ่อกับสิ่งที่เห็น ณ ปัจจุบัน ด้วยช่วงเวลาที่สั้นมากๆ จนแทบจะเป็น ‘tick-by-tick’ เลยก็ว่าได้

Recency Effect

วิชาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ‘recency effect’ หรือพูดง่ายๆ คือ มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นอยู่กับการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือข้อมูลที่เพิ่งถูกเผยแพร่ แต่กลับไม่ค่อยสนใจมองสถานการณ์นั้นๆ แบบเป็นภาพต่อๆ กันในระยะที่ยาวขึ้น (longer-term series)

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ หรือที่เราคุ้นกันดีในชื่อ nonfarm payrolls (NFP) ซึ่งหากท่านเป็นคนในวงการ ก็น่าจะพอรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างเหวี่ยงมาก มีความไม่แม่นยำในหลายจุด อีกทั้ง มักมีการย้อนกลับไปปรับแก้ข้อมูลหลังการประกาศอีก !

ในกรณีแบบนี้ หากนักลงทุนเอาใจไปจดจ่อกับข้อมูลที่ออกมาในแต่ละเดือนเพียงอย่างเดียว ก็จะกลายเป็นการเทรดแบบไม่มีหลักยึดซะเท่าไร พูดในทางสถิติ ก็คือ แต่ละจุดถือจะเป็นเพียง statistical noise ที่คือค่า random ไม่ต่างจากการโยนเหรียญ ดังนั้น ไม่ได้มีความหมายสำคัญอะไรเลยในเชิงปัจจัยพื้นฐาน

nfp_04_184367861-1000x600

ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลข NFP ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ออกมาเพิ่มขึ้นเพียง 38,000 ตำแหน่ง (จากที่ตลาดคาดไว้ที่กว่า 160,000 ตำแหน่ง) ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างพากันวิตกกังวลว่าสหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) และเสนอข่าวรัวๆ ว่า Fed คงไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ไปอีกนาน

แค่ไม่ถึง 1 เดือนต่อมา ทุกคนต่างพากันกลับลำ ลืมสิ่งที่เคยพูดไว้โดยสิ้นเชิง เมื่อเห็นตัวเลข NFP เดือนมิถุนายน ออกมาดีถึงกว่า 287,000 ตำแหน่ง

คุณคิดว่าเป็นไปได้หรือที่เศรษฐกิจจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้ถึงเพียงนี้ !?!?

WASHINGTON, DC - NOVEMBER 04: Federal Reserve Chair Janet Yellen testifies before the House Finance Committee in the Rayburn House Office Building November 4, 2015 in Washington, DC. Because the Obama administration has yet to appoint a vice chairman for supervision at the Federal Reserve -- as madated by the Dodd-Frank Law -- Yellen is assuming the semi-annual duty for reporting to the committee on the Fed's "supervision and regulation of the financial system." (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images)

กลับมาในมุมของนักลงทุนบ้านเรา ถามว่า ราคาของหุ้นแต่ละตัว (price) ที่มีการเคลื่อนไหว เรามีวิธีการแยก “ข้อมูลที่แท้จริง” กับ statistical noise ให้ออกจากกันนี้ทำอย่างไร ?

จริงๆ แล้วไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่เลยเสียทีเดียว หลายคนก็ใช้ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง กล่าวคือ ราคาของหุ้นแต่ละตัวสามารถแยกออกได้เป็น

Price = Trend + Noise

ข้อมูลที่แท้จริง แสดงในรูป Trend ของราคา ซึ่งเกิดจากการพิจารณาราคา ณ ปัจจุบัน รวมถึงราคาย้อนหลังในอดีต

ยกตัวอย่างเช่น Trend ในระบบของคุณอาจจะอ้างอิงจากราคาค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 วัน 50 วัน 100 วัน หรือ 200 วัน ขึ้นอยู่กันว่าคุณเป็นนักลงทุนในระยะสั้น กลาง หรือ ยาว

ในขณะที่ Noise คือ ส่วนต่างของราคา ณ ปัจจุบัน เทียบกับ Trend ซึ่งในทางสถิติแล้ว

  • เมื่อ noise > 0 นั่นหมายถึง ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่สูงเกินที่ควรจะเป็น ในขณะที่
  • เมื่อ noise < 0 นั่นหมายถึง ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

newedge-group-office

การที่เราจะตัดสินใจซื้อหรือขาย ต้องพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของ Trend ไม่ใช่จากระดับความผันผวนของ Noise

สิ่งที่ก่อนให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ณ ปัจจุบัน อย่าคาดเคาเลยครับว่ามันเป็นเพียงข่าวโคมลอย หรือเรื่องจริง แต่เมื่อใดก็ตามที่ขนาดการเคลื่อนที่ลงของราคามันแรงมากพอจนทำให้ทิศทางของ Trend มีการเปลี่ยนแปลง เราค่อยทำการตัดสินใจ ณ จุดนั้น

สรุป

มนุษย์อาจต้องใช้เวลาและประสบการณ์หลายปี ในการฝึกฝนจิตใจให้แข็งแกร่ง เทรดอย่างมีวินัย และไม่เหน็ดเหนื่อย

ข้อดีของการให้โรบอทเทรดให้คือ มันไม่มีอารมณ์ มันไม่หมกมุ่น ไม่สนใจข่าวลือข่าวปล่อย และมันแยก Noise ออกจาก Trend ได้อย่างชัดเจน

โลกของ Artificial Intelligence และโรบอทในตลาดหุ้น เป็นกระแสที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดและยังไปได้อีกไกล

และอย่างที่ แจ๊ด หม่า พูดไว้เมื่อเขามาเมืองไทยเมื่อเร็วๆนี้ว่า “จงอย่ากลัว A.I. แต่จงใช้ประโยชน์จากมัน”

558000013571301อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/view/articles/2016-09-16/markets-and-pundits-have-a-data-point-fixation