marketings2m No Comments

แอนโทนี โบลตัน ลงทุนมาแล้วกว่า 30 ปี สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นอยู่ที่ 19.1% ได้เรียนรู้ว่าจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นได้นั้นมีอยู่ 3 ปัจจัยหลักๆ คือ “รู้ว่าคุณซื้ออะไร มันมีราคาแพงไหมเมื่อเทียบกับมูลค่า และรู้จักควบคุมตนเอง”

1. ลงทุนในขอบข่ายความรอบรู้ของตนสำคัญที่สุด 

ทำไมคนเป็นหมอจึงพยายามลงทุนในหุ้นน้ำมันแทนที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ทำไมคนทำงานในโรงกลั่นน้ำมันถึงชอบลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์แทนที่จะลงทุนในเอ็กซอลโมบิล ดังนั้น นักลงทุนควรลงทุนในความรอบรู้ของตน ดีกว่าใช้ข้อมูลอินไซด์ในการจับจังหวะตลาดหุ้น

ตอนผมเรียนจบใหม่ๆ ผมทำงานในธนาคารเล็กๆแห่งหนึ่งใจกลางกรุงลอนดอน เพื่อนของผมแนะนำให้ผมซื้อหุ้นเหมืองแร่ และความรู้ที่ผมมีต่อเรื่องแร่เป็นศูนย์ แต่ด้วยความโลภอะไรก็ไม่ทราบผมก็ซื้อมันในขณะที่หุ้นกำลังทำจุดสูงสุด ต่อมาไม่นาน มันก็ลง 20 ช่องในวันเดียว นั้นเป็นการเล่นหุ้นครั้งแรกของผมและจบลงด้วยคำว่า”ขาดทุน” และการขาดทุนครั้งนั้นมันก็ทำให้ผมเรียนรู้อะไรบางอย่าง หรืออย่างน้อยที่สุด คือ คุณไม่ควรเชื่อเพื่อนคนนั้นหรือการบอกต่อเรื่องราวเกี่ยวกับ “หุ้นเด็ด”

2. อย่าไปสนใจตลาดมากเกิน

ให้สนใจแต่ธุรกิจเพราะหุ้นคือส่วนหนึ่งของธุรกิจ ตลาดหุ้นคือความโลภและความกลัว โอกาสซื้อที่ดีที่สุด มาจากการซื้อในจุดที่คนอื่นกำลังกลัว  ตลาดหุ้นเหมือนเครื่องออกคะแนนเสียง ที่จะทำให้หุ้นแต่ละตัวมีราคาที่ผันผวน ในบางครั้งมันก็แพงกว่ามูลค่าโดยเหนือแท้ แต่ในบางครั้งมันก็ต่ำกว่ามูลค่าโดยเนื้อแท้ หน้าที่ของนักลงทุน คือ ค้นหามูลค่าแท้ของธุรกิจเหล่านั้น

3. คนส่วนใหญ่เชื่อเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นถูก

คนโดยส่วนใหญ่เป็นประเภทที่ชอบทำอะไรตามๆกันและเสียหายเหมือนๆกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วงฟองสบู่อินเตอร์เน็ตช่วงปี 2000 นักลงทุนโดยส่วนใหญ่ให้ราคากับหุ้นอินเตอร์เน็ตที่แพงมาก ในขณะที่บริษัท”ยุคเก่า” กลับให้ราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้น การทำตามคนส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเรากำลังขาดทุน

4. เมื่อทุกคนรู้หมดแล้วว่าเป็นกระทิง 100% ก็คือ ตลาดได้ทำจุดสูงสุดใหม่ไปแล้ว

มิติที่น่าสนใจของตลาดหุ้น คือ นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะสนใจตลาดมากเกินไป ในประสบการณ์ของผมลงทุนมามากกว่า 30 ปี ผมมีข้อเตือนใจอยู่เสมอว่า “ตลาดกระทิงจะปีนข้ามผ่านกำแพงแห่งความกังวลเสมอ” ณ จุดต่ำสุด ทุกๆคนจะระมัดระวังและหวาดกลัวเกี่ยวกับตลาดหุ้น ในขณะที่ตลาดกำลังฟอร์มตัวเป็นขาขึ้น คนทุกคนก็ยังไม่รู้ว่าหมีกำลังจะกลายร่างเป็นกระทิง และเมื่อทุกคนรู้หมดแล้วว่าเป็นกระทิง 100% ก็คือ ตลาดได้ทำจุดสูงสุดใหม่ไปแล้ว

5. ตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องของอนาคต
ตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันคือ”ภาพสะท้อน”เกี่ยวกับความคิดคนที่มีต่ออนาคต และหลายๆครั้งผมก็ทำเงินจากกลุ่มคนที่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป

6. นักลงทุนที่ดี คือ นักลงทุนที่รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง
กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในตอนที่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไร คือ “การทำไม่ทำอะไรเลย” ในบางครั้งตลาดหุ้นก็สร้างความงุนงงอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเราอาจจะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร คำแนะนำของผมคือ เมื่อคุณไม่รู้ว่าทำอะไร คุณก็ไม่ควรทำอะไรเลย ตลาดหุ้นอาจจะกำลังทำจุดสูงสุดใหม่ คุณต้องระมัดระวังและยืนดูกลุ่มคนซื้อๆขายๆอย่างไม่มีเหตุผล เพราะไม่ช้าก็เร็วมันก็จะตกลงมา ดังนั้น จงเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา

7. พูดง่าย แต่ทำยาก

ในหมู่นักเก็งกำไร คุณอาจจะได้ยินเรื่องราวของการ”ตัดขาดทุน” และ”ปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไป” แต่การพูดแบบนั้นเป็นการพูดที่ดูง่ายแต่ปฏิบัติจริงกลับยากมาก คุณจะมีเงินและโอกาสสักกี่ครั้งให้ได้ตัดขาดทุน ผมจำได้ว่าตอนที่ผมลงทุนหุ้นเหมืองแร่ตามที่เพื่อนผมบอก เพื่อนผมเขาถามว่า ผมรู้สึกอย่างไรบ้าง แน่นอนครับว่ามันรู้สึกไม่ดีแน่ แต่การขาดทุนครั้งนั้นมันก็ทำให้ผมได้รู้จักตัวตนของผมเองหลายๆอย่าง การขาดทุนช่วงแรกๆทำให้ผมรู้สึกระมัดระวังตัวเองตลอดเวลา การขาดทุนจะทำให้คุณกลายเป็นนักลงทุนที่ดีได้อนาคต แต่การลงทุนที่กำไรขึ้นเรื่อยๆจะทำให้คุณกลายเป็นคนหยิ่งยะโส และคิดว่าตัวเองเป็นเทพไมดาสที่จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด จุดนี้แหละคือจุดอันตรายที่สุด มันจะทำให้คุณประมาท

8. จีนคืออนาคต

นักลงทุนต่างพยายามค้นหาตลาดหุ้นที่มีแต่ข่าวดีและจะไปลงทุนที่นั้น ตามประสบการณ์ของผมคือสิ่งที่มีแต่ข่าวดีหรือเรื่องราวดีๆ จะไม่ทำเงินให้นักลงทุน ตอนนี้มุมมองของผมมุ่งสู่ประเทศจีน และผมก็แนะนำใครหลายๆคนว่าถ้าอยากจะมั่งคั่งในอนาคตก็ควรลงทุนในประเทศจีน

9. อดทน อดทน อดทน

ปัจจัยที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในหุ้นที่สำคัญที่สุด คือ ความอดทนต่อสิ่งเร้า ไม่ว่าจะเป็นเสียงของเพื่อนคุณที่ต่างก็กำไรกันถ้วนหน้าและมักจะเป็นเหตุผลให้คุณทนไม่ไหวขายหุ้นตัวที่กำไรออกไป หรือแม้แต่เสียงก้มด่าของเพื่อนคุณอีกเช่นกันที่ต่างก็ขาดทุนจนทำให้คุณหวาดกลัวขายล้างพอร์ตออกไปในเวลาที่คุณควรจะเข้าไปซื้อหุ้น

Cr. สรุปโดย SiTh LoRd PaCk / stock2morrow

————–

Anthony Bolton ได้ก้าวลงมาจากผู้จัดการกองทุน Fidelity Special Situations fund  ในปี 2007 ซึ่งตัวเขาบริหารมาแล้ว 28 ปีเต็มและสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 19% ตอนนี้เขามุ่งหน้ามายังประเทศจีนเพื่อมาบริหารกองทุน Fidelity China Special Situations investment trust ดูเหมือนว่าอนาคตจะไม่ได้สดใสในช่วงแรกๆ แต่กองทุนที่เขาบริหารก็สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนี MSCI China index

ปัจจุบัน นอกจากงานบริหารกองทุนแล้ว เขายังมีงานเขียนอยู่หลายเล่มด้วยกัน ในประเทศไทยเขาก็ถือว่าเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในหมู่นักลงทุนระดับหนึ่งและงานเขียนของเขาเป็นหนังสือที่น่าศึกษามากชื่อว่า ลงทุนสวนกระแสอย่าง…แอนโทนี โบลตัน : Investing Against the Tide แปลโดย พรชัย รัตนนนทชัยสุข

ลงทุนสวนกระแสอย่าง…แอนโทนี โบลตัน : Investing Against the Tide

อ่านฉบับเต็มได้ที่:
http://www.telegraph.co.uk/finance/personalfinance/investing/10726245/Anthony-Bolton-What-I-learnt-in-three-decades-of-investing.html