marketings2m No Comments

แม้ว่านับวันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้คนเรามีอายุยืนขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่มีใครหนีพ้นความตายอยู่ดี

แต่เทคโนโลยียุค 4.0 กำลังจะทำให้ “เราที่ไร้ร่าง” มีบทบาทหลังความตายมากขึ้น จนอาจเรียกได้ว่าความตายกำลังถูก distrupt เลยก็ว่าได้

บทความ Future of Money ตอนนี้จะพาท่านผู้อ่านไปดูกันว่า เงินของเรานั้นซื้ออะไรหลังความตายได้มากน้อยแค่ไหนกันครับ

มรดกยุค 4.0

ตั้งแต่ไหนแต่ไร มรดกเป็นเรื่องการเงินสำคัญที่ไม่ค่อยมีคนอยากพูดถึงนัก เนื่องจากความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องในสายเลือดจะต้องมาปนเปื้อนกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่จะตกทอดเมื่อบุพการีอันเป็นที่รักได้จากโลกนี้ไป

แต่ไม่ต้องห่วง ในอนาคตคุณจะมีทางเลือกที่อาจไม่ต้องพูดถึงมันกับลูกหลานสักคำหรือ ไม่ต้องแม้กระทั่งตัดสินใจเองด้วยซ้ำว่ามรดกของคุณควรจะถูกแบ่งอย่างไรและให้กับใคร

ไอเดียนี้มาจากงานศิลปะของนาย Sures Kumar ชื่อ Beyond Blood (http://sureskumar.com/?p=809)  ที่ใช้ชีวิตของนาย Howard Hughes พระเอกจากภาพยนต์เรื่อง Aviator มาเป็นตัวอย่างของสังคมที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อตัดสินใจว่าสิ่งของและสินทรัพย์แต่ละอย่างของเขา ใครในชีวิตเขาเหมาะสมกับมันที่สุด โดยคำนึงถึงสามปัจจัย คือ อรรถประโยชน์จากการครอบครอง จุดมุ่งหมาย และ ความผูกพันธ์ทางอารมณ์กับสิ่งของชิ้นนั้น

เพียงคุณอัพโหลดชีวิตคุณ ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาทางโทรศัพท์ ข้อความ sms ภาพถ่าย หรือวิดีโอกับผู้คนเหล่านั้น ปัญญาประดิษฐ์จะทำการผูกจับตัวแปรต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับวัตถุเพื่อตัดสินใจว่าใครคู่ควรกับมรดกของนาย Howard Hughes

ไอเดียนี้มีความเป็นไปได้ทางเทคนิคสูง เนื่องจากทุกวันนี้พวกเราสร้าง digital footprints ปีละหลาย gigabytes และมีแต่แนวโน้มที่มันจะมากขึ้นไปอีก  ส่วนความก้าวหน้าในด้านปัญญาประดิษฐ์ก็ไปไกลจนรอยยิ้ม อารมณ์ (ทำได้แล้วจากการตรวจจับใบหน้า) และความสัมพันธ์ระหว่างคนและวัตถุจะถูก “เข้าใจ” และถูกจัดเก็บเป็นข้อมูลไว้ประเมินอย่างใน Beyond Blood ได้ไม่ยากแน่นอน  ส่วนแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จเชิงการค้าหรือไม่นั้นอาจไม่สูงเท่า

แต่นอกจากมรดกที่เป็นสินทรัพย์ ก็ยังอาจจะมี “มรดกดิจิทัล” ที่เป็นความรับผิดชอบอันหนักหน่วงแบบใหม่ๆ ที่จะตกทอดกันอย่างถ้วนหน้าด้วย  ชาวอเมริกันมี digital liabilities ที่อยู่ในรูปแบบของบิลหรือ subscription plans เฉลี่ยแล้วสูงถึง 800 ดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว (www.thedigitalbeyond.com/2018/01/do-you-have-digital-liabilities)

เงินจะซื้อความเป็นอมตะได้ (บ้าง)

ใครที่อ่านนิยายบ่อยๆ จะต้องเคยผ่านพล๊อตเรื่องที่ตัวร้ายพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่ตนจะได้รับความเป็นอมตะ (และไม่สำเร็จในที่สุด)

“ความเป็นอมตะทางกายภาพ” คงจะยังซื้อด้วยเงินไม่ได้ไปอีกนาน แต่ “ความอมตะทางความรู้สึกของผู้อื่น” (ที่คิดว่าเรายังมีตัวตนอยู่ไปได้เรื่อยๆ) จะถูกซื้อด้วยเงินได้ในอีกไม่ช้า

ความก้าวหน้าทางปัญญาประดิษฐ์ (อีกแล้ว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าใจภาษามนุษย์และทาง computer vision มีแนวโน้มที่จะทำให้คนเราดูเหมือนจะเป็นอมตะขึ้นอย่างมาก

ผมไม่ได้พูดถึงธุรกิจและบริการประเภท posthumous messaging ที่คอยส่งข้อความที่เตรียมไว้ก่อนทันทีเมื่อลูกค้าเสียชีวิต (http://www.thedigitalbeyond.com)

ผมกำลังพูดถึงไอเดียของอาจารย์ Hossein Rahnama แห่งมหาวิทยลัย MIT ที่กำลังสร้าง chatbot ที่เรียนรู้จากข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการแชท การโพสต์บนโซเชียล สไตล์ภาพที่โพสต์ มุมที่ถ่าย ฯลฯ จนสามารถแชทกับคนรู้จักของเจ้าของข้อมูลได้เปรียบเสมือนว่าเจ้าของข้อมูลยังคงมีชีวิตอยู่

เทคโนโลยี chatbot ประเภทนี้ แม้ทุกวันนี้จะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ในไม่ช้ามันจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันจะได้เรียนรู้จากข้อมูลส่วนตัวอันมหาศาล

เมื่อรวมมันเข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน computer vision อย่างผลงาน Synthesizing Obama (http://grail.cs.washington.edu/projects/AudioToObama/)  โดย ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์และคณะ ที่สร้างใบหน้า 3 มิติจากรูปและขยับปาก lip sync ได้เนียนมากๆ ผมไม่คิดว่าเรากำลังไกลวันที่เงินจะทำให้บางส่วนของเราจะอยู่ไปชั่วนิรันด์เลย

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มีประเด็นเรื่องศีลธรรมและปรัชญาแฝงอยู่ แต่ในเมื่อ stock2morrow เป็นสถานที่แห่งการลงทุน ผมขอจบบทความนี้ด้วยคำถาม ว่าท่านคิดว่าบริษัทเทคโนโลยีที่มีข้อมูลส่วนตัวของท่าน โดยเฉพาะ platform ที่เก็บข้อมูลแชท ภาพถ่าย และวิดิโอ มันกำลัง undervalued อยู่มากน้อยแค่ไหน หากนำมุมมองความตายแห่งโลกอนาคตไปบวกรวมด้วยในการทำ valuation

cr. ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ / stock2morrow