Supawat Supakwong No Comments

Garry Kasparov อัจฉริยะชาวรัสเซีย ผู้มีไอคิวสูงถึง 190 ได้รับการขนานนามในวงการ ว่าเป็นหนึ่งในตำนานสุดยอดเซียนหมากรุกที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ตั้งแต่ปี 1986 ที่เขาเริ่มเข้าสู่วงการ จนถึงวันที่เขาเกษียณตนเองลง Kasparov ครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งของโลกยาวนานกว่า 225 เดือน จากทั้งสิ้น 228 เดือน

เขาเคยมีประสบการณ์แข่งขันหมากรุกกับคอมพิวเตอร์ที่ถูกโปรแกรมขึ้นมา(chess-playing computer) อยู่หลายครั้ง แม้ในช่วงแรกเขาจะเป็นผู้ชนะ แต่ในที่สุด ในปี 1997 ก็เป็นครั้งแรกที่ Kasparov ต้องถูกยัดเยียดความปราชัยให้โดยเจ้าคอมพิวเตอร์ Deep Blue ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท IBM จากนั้น ความห่างระหว่างคนกับ”หุ่นยนต์” (โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา) ก็ถูกบีบให้แคบลงไปเรื่อยๆ   กระทั่งปี 2005-2006 ก็ถึงจุดที่หุ่นยนต์ยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้กับมนุษย์ตลอดเวลา  ในวันนี้ โลกได้เดินทางมาถึงจุดที่การแข่งขันหมากรุกระหว่างคนกับหุ่นยนต์ไม่มีความท้าทาย หรือสูสีคู่คี่อีกต่อไป  ผลที่ตามมาคือ การเกิดลีกหมากรุกเฉพาะของหุ่นยนต์ด้วยกันเอง

พอเราย้อนกลับมามองที่ตลาดการลงทุนก็จะพบว่า ในปัจจุบันหรืออนาคตอันใกล้นี้ ตลาดก็คงจะมีสภาพไม่ต่างจากการแข่งขันหมากรุกชิงแชมป์โลกระหว่างคนกับหุ่นยนต์ ลองพิจารณาพี่ใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ผลการสำรวจเมื่อปี 2009 พบว่า ปริมาณการซื้อขายในตลาดกว่า 60-73% ล้วนมาจากระบบการซื้อขายอัตโนมัติทั้งนั้น สำหรับบ้านเรา สัดส่วนการซื้อขายจากการเทรดอัตโนมัติยังถือว่าน้อยอยู่ (ประมาณ 5-10%) เพียงแต่ตัวเลขนี้มีแต่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากกลุ่มนักลงทุนสถาบัน  กองทุน รวมถึง นักลงทุนรายใหญ่ ในความเห็นส่วนตัว ผมเชื่อว่า ภายใน 5-10 ปีต่อจากนี้ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน  เราอาจจะเดินมาถึงจุดที่นักลงทุนรายย่อยแมงเม่าอย่างพวกเรา ต้องต่อสู้กับ robot ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นอย่างดีก็เป็นไปได้

ณ จุดนี้ ผมไม่ได้ต้องการให้ท่านกลัวหรือกังวลกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพียงแต่เราควรจะมีความเข้าใจและปรับตัวอย่างไร กับลักษณะการลงทุนที่กำลังจะเปลี่ยนไป รวมถึง มีความพร้อมความมั่นใจที่จะรับมือกับมัน

 

Algorithmic Trading คืออะไร

Algorithmic Trading คือ ลักษณะการเทรดที่สัญญาณการซื้อหรือขาย(Buy&Sell signals) รวมถึงปริมาณ (position size) ถูกกำหนดโดยกลุ่มอัลกอริทึม โดยระบบมีการส่งคำสั่งอัตโนมัติผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ในส่วนกระบวนการซื้อขายจริง(real-time trading) จะไม่มีคนเข้ามาเกี่ยวข้อง  อัลกอริทึมถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมนักพัฒนาซึ่งอาศัยการทดสอบข้อมูลย้อนหลังจำนวนมากและมีวิเคราะห์ทางสถิติชั้นสูง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบจะสามารถดูแลตัวมันเองได้ในทุกๆ เงื่อนไขของตลาด

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราต้องเทรดแข่งกับหุ่นยนต์

ลองเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ กรณีที่หนึ่ง คุณกับเพื่อนเทรดแข่งกัน คุณมีประสบการณ์คว่ำหวอดในตลาดหุ้น ลองผิดลองถูกมานาน ควบคุมอารมณ์ได้ดี ในขณะที่นายเอ เพื่อนของคุณ อ่อนทั้งประสบการณ์และไม่มีความสามารถเท่าคุณ แน่นอนว่าคุณย่อมมีภาษีที่เหนือกว่าในการที่จะชนะในเกมส์นี้….หุ่นยนต์จะฉลาดหรือไม่ฉลาดขึ้นอยู่กับนักพัฒนาว่าจะสามารถแปลงระบบการคิดการตัดสินใจ logic ของนักลงทุนให้กลายเป็นกลุ่มคำสั่งเพื่อการตัดสินใจของระบบได้มากน้อยขนาดไหน 

ในกรณีที่ 2 หากคุณและเพื่อนของคุณ นายบี  มีความสามารถและประสบการณ์ที่พอๆ กัน แต่เพื่อนคุณสามารถจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ดูการเคลื่อนไหวของหุ้นทุกตัวในตลาดได้ตลอดทั้งวัน และเมื่อเกิดสัญญาณซื้อขาย เขาก็สามารถ take action ได้ทันที อย่างฉับไว ไม่ลังเล มีความรวดเร็วมากกว่าคุณหลายเท่า คุณคิดว่าในระยะยาว ใครจะเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้ ?

ในกรณีสุดท้าย แล้วถ้าคุณต้องเทรดกับนายซี ซึ่งทั้งเก่ง ทั้งเด็ดขาด และเร็วกว่าคุณหลายเท่าละ คุณจะสู้ไหวไหม?

ยังพอมีช่องให้เราอยู่รอดหรือชนะได้ไหม ?

อย่างที่ผมพยายามกล่าวก่อนหน้านี้ครับ เราไม่ได้สู้กับตัวประหลาดอะไรที่ไม่มีวันตาย หรือมีแต่จะชนะหรอก เพราะกระบวนการคิดการตัดสินใจของหุ่นยนต์ ก็มาจากการโปรแกรมใส่เข้าไปโดยมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละ นั่นคือ เราสู้กับคนด้วยกันนี่แหละครับ แต่คนๆ นี้เป็นนักคิดที่มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ (systematic thinking) การตัดสินใจในแต่ละครั้งผ่านการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนโดยกระบวนการทางสถิติ (quantitative analysis) ทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลในเชิงเทคนิค  อีกทั้ง เขาเป็นนักปฏิบัติที่มีความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ โดยทำทันที ไม่มีลังเล ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง  หากเขาคิดผิด เขาทำการ cut loss ทันที  หากเขาคิดถูก เขาสบายๆ กับการที่ปล่อยให้ profit run เขาไม่รู้สึกกังวลกับการขาดทุนเล็กน้อย 4-5 ครั้ง แล้วได้กำไรก้อนใหญ่ในการเทรดครั้งต่อไป  เขาไม่เข้าใจความรู้สึกของการขายหมู ตกรถ หรืออยู่บนดอย

แล้วเราจะเทรดชนะเพื่อนคนนี้  หรือเสมอ ได้กำไรไปด้วยกันได้หรือไม่? ลองพิจารณาดูนะครับ หัวใจสำคัญของการเทรดให้ประสบความสำเร็จมีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน  หนึ่ง ต้องมีจุดซื้อจุดขายที่ดี สอง ต้องมีการบริหารความเสี่ยงและจัดการเงินที่ดี (Risk and money management) และสุดท้าย คือ การมีจิตวิทยาการลงทุนที่ดี ผมเชื่อว่าในส่วนที่ 1 และ 2 กินกันไม่ขาดครับ แต่จุดที่จะบ่งชี้การเป็นผู้ชนะในสนามนี้ คือ ประเด็นสุดท้ายครับ จิตวิทยา รวมถึงอารมณ์ในการเทรด  อาจจะฟังดูประหลาดๆ นะครับ แต่ข้อดีของการเป็นหุ่นยนต์ คือ มันไม่มีหัวใจ ไม่มีอารมณ์ ไม่เศร้า ไม่โลภ ไม่กลัว และ ไม่เครียด  ในขณะที่มนุษย์เรา ความผันผวนของราคาส่งผลต่ออารมณ์ในการซื้อขายเต็มๆ เลย พอจะเห็นหรือยังครับ ว่าเราจะอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์หรือถึงขนาดเอาชนะมันเลยได้อย่างไร? ☺

ทั้งนี้ ใช่ว่าหุ่นยนต์จะมีแต่ข้อดีเสมอไป ความที่มันไม่มีอารมณ์ นั่นก็อาจจะหมายถึง ความไม่ยืดหยุ่นในบางสถานการณ์ การส่งคำสั่งขายเมื่อถึง profit target ทั้งๆ เราเห็นว่าราคาสามารถไปต่อได้  การตัดขาดทุนหลังราคาผันผวนอย่างหนักระหว่างวัน ขายแหลกในทุกๆ market prices ทั้งๆ ที่ราคาสามารถตีกลับขึ้นมาหลังจากนั้นได้

หลายคนอาจมีมุมมองในแง่ลบต่อการเข้ามาของ Algo Trading ว่าจะก่อให้เกิดความผันผวนต่อตลาดในภาพรวม ซึ่งก็เป็นความจริงครับ และเราก็เห็นตัวอย่างแล้วในเหตุการณ์ Flash Crash เมื่อปี 2010 ในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา ที่ดัชนี Dow Jones ร่วงลงอย่างแรงกว่า 998.5 จุด หรือประมาณ 9% ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลา 36 นาที  แต่นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ เมื่อกระบวนการเทรดอัตโนมัติเกิดขึ้นในตลาดบ้านเราแล้ว สิ่งที่เราควรจะคิดมากกว่า คือ แล้วจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

ในบทความต่อๆไป ผมจะพาไปแกะเจ้ากล่องดำใบนี้ว่าข้างในประกอบไปด้วยชิ้นส่วนอะไรบ้าง เพื่อเราจะได้เข้าใจกลไกการทำงานของมันมากขึ้นครับ และไปสำรวจว่า Algo Trading ในบ้านเรา มีผลตอบแทนเป็นอย่างไร จะได้เอามาเปรียบเทียบกับพอร์ตของเราเองครับ ขอบคุณครับ ☺